เครื่องราชกกุธภัณฑ์
ในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก
พระราชพิธีสำคัญอย่างหนึ่งของประเทศไทย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข
คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก อันเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศองค์พระประมุข
ว่าได้ทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว
ภายหลังเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่
๙ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๔๘๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ในวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ.๒๔๙๓ ตามแบบอย่างโบราณราชประเพณี ณ
พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวังเฉลิมพระปรมาภิไธยตามที่จารึกในพระสุพรรณบัฎว่า
'พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมิหตลาธิเบศรามาธิบดี
จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร'
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกในประเทศไทย
เป็นพระราชพิธีที่ได้รับคติมาจากอินเดียที่เชื่อว่าพระมหากษัตริย์เป็นสมมุติเทพ
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระราชครูพราหมณ์จะถวายเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์เพื่อปะกอบพระราชอิสริยยศ
อันเป็นประเพณีที่สืบเนื่องมาจากลักธิพราหมณ์ ที่มีพระมหาราชครูพราหมณ์เป็นผู้กล่าวถวาย
กกุธภัณฑ์มาจากรูปศัพท์
ก หมายถึง ฟ้า
กุ หมายถึง ดิน
ธ หมายถึง ทรงไว้
ภัณฑ์ หมายถึง สิ่งของ
รวมความแล้วหมายถึง สิ่งใดก็ตามที่เป็นเครื่องใช้ประกอบพระราชอิสริยยศแห่งพระมหากษัตริย์
ประเพณีการถวายเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของไทย
มีปรากฎมาแต่ครั้งสมัยสุโขทัย
ในสมัยอยุธยาก็ยึดถือพระราชประเพณีนี้สืบต่อมา
จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์เครื่องสิริราชกกุธภัณฑ์ที่ใช้ในพระราชพิธีบรมราชภิเษกส่วนใหญ่สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ที่พระมหาราชครูถวายในพระราชพิธีบรมราชภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์
ประกอบด้วย
- พระมหาเศวตฉัตร
-พระมหาพิชัยมงกุฏ
-พระแสงขรรค์ขัยศรี
-ธารพระกร วาลวีชนี (พัดและแส้จามรี)
-ฉลองพระบาทเชิงงอน
พระมหาเศวตฉัตร
เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า
นพปฎลมหาเศวตฉัตร
เป็นฉัตร ๙ ชั้น หุ้มผ้าขาว มีระบาย ๓ ชั้น ขลิบทอง แผ่ลวด
มียอด
พระมหาเศวตฉัตรนี้พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้้าเจ้าอยู่หัวรับสั่งให้หุ้มด้วยผ้าขาว
แทนตาด ถือเป็นเคื่องราชกกุธภัณฑ์ที่สำคัญยิ่งกว่าราชกกุธภัณฑ์อื่น
ๆ
ในรัชกาลปัจจุบัน ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำขึ้นถวายที่พระที่นั่งอัฐทิศอุทุมพรหลังจากทรงรับน้ำอภิเษกแล้ว
จากนั้นเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังก็เชิญไปปักกางไว้เหนือพระที่นั่งภัทรบิฐ
ต่อมาเมื่อเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับ ณ พระที่นั่งภัทรบิฐ
เพื่อทรงรับเครื่องเบญจสิริราชกกุธภัณฑ์ จึงไม่ต้องถวายเศวตฉัตรรวมกับเครื่องราชกกุธภัณฑ์อื่น
เดิมในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ไทยบางรัชกาล
มิได้กล่าวรวมพระมหาเศวตฉัตรหรือเศวตฉัตรเป็นเรื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วยเพราะฉัตรเป็นของใหญ่โต
มีปักอยู่แล้วเหนือพระที่นั่งภัทรบิฐจึงถวายธารพระกรแทน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระมหาพิชัยมงกุฎ
พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นราชศิราภรณ์สร้างในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
ทำด้วยทองลงยาประดับเพชร
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เสริมแต่งพระมหาพิชัยมงกุฎให้งดงามและทรงคุณค่ายิ่งขึ้น
จึงให้ผู้ชำนาญการดูเพชรไปหาซื้อเพชรจากประเทศอินเดียได้เพชรขนาดใหญ่
น้ำดี จากเมืองกัลกัตตา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ
แล้วพระราชทานนามเพชรนี้ว่า
พระมหาวิเชียรมณี พระมหามงกุฎ
หมายถึงยอดวิมานของพระอินทร์ ผู้เป็นประชาบดีของสวรรค์ชั้นสอง
คือ ชั้นดาวดึงส์
พระมหาพิชัยมงกุฎรวมพระจอน สูง ๖๖ เซนติเมตร หนัก ๗.๓ กิโลกรัม
ในสมัยโบราณถือว่ามงกุฎมีค่าสำคัญเท่ากับราชกกุธภัณฑ์อื่น
ๆ และมหาเศวตฉัตรเป็นสิ่งที่สำคัญสูงสุด เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงรับมงกุฎมาแล้วก็เพียงทรงวางไว้ข้างพระองค์
ต่อมาเมื่อประเทศไทยติดต่อกับประเทศในทวีปยุโรปมากขึ้น จึงนิยมตามราชสำนักยุโรปที่ถือว่าภาวะแห่งความเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ที่เวลาได้สวมมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงเชิญทูตในประเทศไทยร่วมในพระราชพิธี
และทรงรับพระมหาพิชัยมงกุฎมาทรงสวม
แต่นั้นมาก็ถือว่า พระมหาพิชัยมงกุฎเป็นสิ่งสำคัญในบรรดาเครื่องราชกกุธภัณฑ์
และมหากษัตริย์จะทรงสวมพระมหาพิชัยมงกุฎในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
พระแสงขรรค์ชัยศรี
เป็นพระแสงราชศัสตราวุธประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ เป็นพระแสงราชศัสตราปะจำพระองค์พระมหากษัตริย์
พระขรรค์ หมายถึง พระปัญญาในการปกครองบ้านเมือง
พระแสงขรรค์องค์ปัจจุบันมีประวัติว่า ในปี พ.ศ.๒๓๒๗ ชาวประมงพบพระแสงองค์นี้ในทะเลสาบเมืองเสียมราฐ
กรมการเมืองเห็นว่าองค์พระแสงขรรค์ยังอยู่ในสภาพดีและงดงาม
จึงนำพระแสงไปมอบให้เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ซึ่งเป็นเจ้าเมืองเสียมราฐในขณะนั้น
เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์เห็นว่าเป็นของเก่าฝีมือช่างสมัยนครวัด
จึงนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ
เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าในเขตในพระนครถึง
๗ แห่ง
มีประตูวิเศษไชยศรีในพระราชฐานชั้นนอก และประตูพิมานไชยศรี
ในพระราชฐานชั้นกลาง ซึ่งเป็นทางที่อัญเชิญพระแสงองค์นี้ผ่านไป
เพื่อเข้าไปในพระบรมมหาราชวัง เป็นต้น
ดังนั้น ประตูพระบรมมหาราชวังดังกล่าว จึงมีคำท้ายชื่อว่า
"ไชยศรี" ทั้งสองประตูเช่นเดียวกับชื่อพระขรรค์องค์นี้
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ทำด้ามและฝักขึ้นด้วยทองลงยาประดับมณี
พระแสงขรรค์ชัยศรีนี้เฉพาะส่วนที่เป็นองค์พระขรรค์ยาว ๖๔.๕
เซนติเมตร
ประกอบด้ามแล้วยาว ๘๙.๘ เซนติเมตร
หนัก ๑.๓ กิโลกรัม
สวมฝักแล้วยาว ๑๐๑ เซนติเมตร
หนัก ๑.๙ กิโลกรัม
พระแสงราชศัสตราที่สำคัญที่สุดในพระราชพิธีสำคัญหลายพิธี เช่น
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
ธารพระกร
ธารพระกรของเดิมสร้างในรัชกาลที่ ๑ ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ ปิดทอง
หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ที่สุดสันเป็นซ่อม ลักษณะเหมือนกับไม้เท้าพระภิกษุที่ใช้ในการชักมหาบังสกุล
เรียกธารพระกรของเดิมนั้นว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ
ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป
ที่แท้ลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกร แต่ได้ทรงสร้างขึ้นแล้วก็ทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์
ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์กลับมาใช้อีกและยังคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชภิเษก
มาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน
พัดวาลวีชนี
และพระแส้หางจามรี
เป็นเครื่องใช้ประจำพระองค์พระมหากษัตริย์ พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาล
แต่ปิดทองทั้ง 2 ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองลงยา
ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี ด้ามเป็นแก้ว
ทั้งสองสิ่งนี้ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้สร้างขึ้น
'วาลวีชนี' เป็นภาษาบาลีแปลว่า เครื่องโบก ทำด้วยขนวาล ตรงกับที่ไทยเรียกจามรี
ฉลองพระบาทเชิงงอน
ฉลองพระบาทมีที่มาจากเกือกแก้ว หมายถึงแผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ
และเป็นที่อาศัยของอาณาประชาราษฎร์ทั่วทั้งแว่นแคว้น
ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ
ทำด้วยทองคำทั้งองค์
น้ำหนัก ๖๕๐ กรัม
ลายที่สลักประกอบด้วยลายช่อหางโตแบบดอกเทศ ลงยาสีเขียวแดง
โดยดอกลงยาสีเขียว เกสรลงยาสีแดง
ส่วนเชิงงอนนั้นทำเป็นตุ่มแบบกระดุมหรือดอกลำดวนมีคาดกลางทำเป็นลายก้านต่อดอกชนิดใบเทศฝังบุษย์น้ำเพชร
ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เครื่องสิริเบญจราชกกุธภัณฑ์เป็นของสำคัญที่พระราชครูพราหมณ์จะถวายแด่พระมหากษัตริย์เพื่อความสมบูรณ์ของพระราชพิธี
โดยจะถวายจากลำดับสูงลงต่ำ เริ่มจาก
พระมหาพิชัยมงกุฎ
พระแสงขรรค์ชัยศรี
ธารพระกร
พัดวาลวีชนี และแส้หางจามรี
และท้ายสุดจะสอดฉลองพระบาทเชิงงอนถวาย
เครื่องราชกกุธภัณฑ์เก็บรักษาไว้ ณ ท้องพระโรงพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน
ในหมู่พระมหามนเทียร ภายในพระบรมมหาราชวัง
เดิมเจ้าพนักงานที่รักษาเครื่องราชูปโภคได้จัดพิธีสมโภชเครื่องราชูปโภคและเครื่องราชกกุธภัณฑ์เป็นประจำทุกปี
โดยเลือกทำในเดือน ๖ เพราะมีพระราชพิธีน้อย
จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริว่า
วันพระบรมราชาภิเษกเป็นวันมงคล ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้บำเพ็ญพระราชกุศลสมโภชพระมหาเศวตฉัตรและเครื่องราชกกุธภัณฑ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี
พ.ศ.๒๓๙๔ พระราชทานชื่อว่า พระราชพิธีฉัตรมงคล
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้เพิ่มการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายสมเด็จพระบูรพมหากษัตราธิราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เปลี่ยนเรียกชื่อพระราชพิธีว่า พระราชกุศลทักษิณานุประทาน
และพระราชพิธีฉัตรมงคลสืบมาจนปัจจุบัน
จากหนังสือ
พลอยแกมเพชร ฉบับ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๔๙ รูปภาพบริษัท การบินไทย
จำกัด (มหาชน) เอื้อเฟื้อภาพชุดเครื่องราชกกุธภัณฑ์ จากปฎิทิน
ชนะเลิศการประกวดรางวัลสุริยศศิธร ของสมาคมนักประชาสัมพันธ์แห่งประเทศไทย
ในหนังสือฉบับนี้ยังมีเรื่องให้อ่านเกี่ยวกับงานพระราชพิธีอีกมาก
ผู้สนใจคงต้องสั่งซื้อเพื่อเป็นสมบัติส่วนตัว ผู้เขียนขออภัยที่ไม่ได้ขออนุญาตในการเอาบทความมาเผยแพร่
แต่จุดประสงค์หลักต้องการให้คนไทยรู้จักความเป็นไทยให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น